แชร์ประสบการณ์เตรียมสอบหมอจากต่างประเทศ…ด้วยการเรียนออนไลน์

0
2372

จากบทความที่แล้วพี่น้ำได้พูดคุยกับน้องน้ำตาล บัณฑิตคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และกำลังเรียนต่อด้วยทุนรัฐบาลญี่ปุ่น สาขาภาษาและวัฒนธรรมญี่ปุ่นอยู่ที่มหาวิทยาลัยโอซาก้า แต่น้องน้ำตาลก็มีความชอบในวิชาวิทยาศาสตร์ไม่แพ้ภาษาญี่ปุ่น พี่น้ำเชื่อว่าต้องมีน้องหลายๆ คนที่ชอบทั้งภาษาและวิทยาศาสตร์แบบน้องน้ำตาลแน่ๆ และต้องมีคำถามในใจว่าเราจะทำตามความชอบและความฝันทั้ง 2 อย่างได้มั้ย พี่น้ำบอกเลยว่าทุกคนสามารถทำได้ค่ะ มาดูการเตรียมตัวและทำตามความฝันของน้องน้ำตาลหลังจากที่เรียนจบป.โทที่ญี่ปุ่นกันต่อในบทความนี้เลยค่ะ

ในช่วงม.ปลายน้องน้ำตาลเลือกเรียนศิลป์ภาษา-ญี่ปุ่นตามที่ตัวเองชอบ แถมยังเรียนวิทย์ด้วยตัวเองจนสามารถสอบเข้าค่าย 2 สอวน.ได้ ช่วงมหาลัยน้องน้ำตาลตัดสินใจสอบเข้าคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ใครอยากเข้าอักษรและอยากรู้แนวทางการเตรียมตัวสอบของน้องน้ำตาล คลิกอ่านที่นี่เลย) และเรียนต่อป.โท ในสาขาภาษาและวัฒนธรรมญี่ปุ่นด้วยทุนรัฐบาลญี่ปุ่น โดยระหว่างเรียนก็ยังศึกษาวิทยาศาสตร์เป็นงานอดิเรกอยู่ตลอด

และอย่างที่น้องน้ำตาลได้บอกไว้ในบทความที่แล้วนะคะ ว่าเป้าหมายของน้องน้ำตาลไม่ได้จบแค่ป.ตรี คณะอักษรศาสตร์ และไม่ได้จบแค่ป.โท สาขาภาษาและวัฒนธรรมญี่ปุ่น แต่น้องน้ำตาลตั้งเป้าหมายไว้ว่าอยากนำวิชาวิทยาศาสตร์ที่น้องน้ำตาลชอบอีกด้านมาพัฒนาความรู้ความสามารถด้วยการสอบเข้าศึกษาต่อในคณะแพทยศาสตร์ และตั้งใจไว้ว่าจะเป็นคุณหมอด้านจิตเวชนั่นเองค่ะ การเตรียมตัวสอบเข้าคณะแพทย์ของน้องน้ำตาลระหว่างเรียนป.โทที่ประเทศญี่ปุ่นจะเป็นอย่างไร มาติดตามกันค่ะ

อยากสอบหมอแม้ว่าจะจบป.โทด้านภาษามาแล้ว

เดิมทีชอบและถนัดวิชาสายวิทย์คณิตมากกว่าด้านภาษา แต่ตอนนั้นไม่ได้มีคณะในสายวิทย์ที่อยากเข้าเป็นพิเศษ ระหว่างเรียนด้านภาษาก็ศึกษาวิทยาศาสตร์ด้วยตัวเองเป็นงานอดิเรกอยู่ตลอด ช่วงที่เรียนป.ตรีในวิชาปรัชญามีการโยงเรื่องสมองเข้ากับระบบประสาทส่วน limbic system ก็สนใจ เคยอยากเรียนพวก neuroscience ด้วย แต่ตอนนั้นคิดเหมือนเดิมว่าสนใจแล้วจบแค่เป็นงานอดิเรกพอ แต่พอผ่านประสบการณ์มามากขึ้น ก็เริ่มคิดว่าอยากเอาสิ่งที่ชอบมากจริงๆ ขนาดนี้ ไปต่อยอดให้เป็นประโยชน์กว่านี้ ไม่ใช่จบแค่งานอดิเรกเฉยๆ ลึกๆ แล้วก็คิดว่าเริ่มเอนเอียงมาทางอยากเรียนคณะแพทย์ฯ รวมถึงคณะวิทย์ค่ะ

จบสายศิลป์มาก็สอบหมอได้

เด็กสายศิลป์ที่ชอบในวิทยาศาตร์ก็สามารถสอบหมอได้ กสพท.เปิดโอกาสให้เด็กสายศิลป์สอบเข้าเรียนในคณะแพทยศาสตร์ได้ หากน้องๆ มีคุณสมบัติพื้นฐานครบถ้วน สามารถเช็คคุณสมบัติได้ที่นี่ โดยเด็กสายศิลป์จะต้องสอบเข้าโดยใช้เกณฑ์คะแนนเหมือนเด็กสายวิทย์ทุกอย่าง วิชาที่ใช้ในการสอบจะมี O-NET ไม่คิดคะแนนแต่นำมาใช้เป็นเกณฑ์ขั้นต่ำ, วิชาสามัญ ซึ่งคิดเป็น 70% ของคะแนนทั้งหมด และวิชาเฉพาะ 30% ในการสอบวิชาสามัญวิทยาศาสตร์ทั้ง 3 ตัว คือ ฟิสิกส์ เคมี และชีววิทยา เด็กสายศิลป์จะต้องเตรียมตัวตรงนี้มากเป็นพิเศษ

เตรียมตัวสอบหมอ ปูพื้นฐานวิทย์ คณิต ใหม่ทั้งหมด

Photo Credit : www.pexels.com

พอรู้ตัวว่าอยากเรียนจริงจัง ก็เริ่มเตรียมตัวสอบหมอมาตั้งแต่เข้าเรียนป.โทใหม่ๆ ตั้งแต่ปลายปี 2017 เลยค่ะ แต่ช่วงแรกๆ เตรียมตัวได้ไม่เต็มที่ เพราะต้องทำธีสิสและทำงานพิเศษไปด้วย เรื่องเตรียมตัวนี่ก็คือต้องปูพื้นฐานวิทย์ คณิต ม.ปลายใหม่หมด เผลอๆ รวมถึงม.ต้นด้วยค่ะเพราะห่างไปหลายปีมากแล้ว แม้ที่ผ่านมาจะเรียนออนไลน์ฟรีของต่างชาติและอ่านเอาเองเป็นงานอดิเรกมาตลอดก็จริง แต่ไม่เคยรู้เลยว่าสายวิทย์ในไทยเรียนอะไรบ้าง ก็เลยเช็คตามหลักสูตรกับทางกระทรวงด้วยว่าม.ปลายสายวิทย์ที่ไทยเรียนอะไรกันไปบ้าง พอเริ่มได้เนื้อหาพื้นฐาน ก็หาซื้อหนังสือของในไทยมาอ่านตอนอยู่ญี่ปุ่น ถ้าเจอคอร์สออนไลน์น่าสนใจก็สมัครบ้างค่ะ ซึ่งตอนนี้เก็บเนื้อหาหมดแล้วและหัดทำโจทย์ไปพอสมควรแล้ว

เตรียมสอบหมอด้วยตัวเองในต่างประเทศ

เพราะไม่ได้เรียนสายวิทย์มาก็เลยต้องปูพื้นใหม่หมด ช่วงแรกที่ตัดสินใจว่าจะสอบหมอก็เริ่มดูเนื้อหาม.ปลายสายวิทย์ก่อนว่าเรียนอะไรบ้าง แล้วเริ่มอ่านหนังสือและเรียนด้วยตัวเอง โดยช่วงแรกจะเรียนด้วย Textbook จากต่างประเทศ  เพราะช่วงที่ไปญี่ปุ่นแรกๆ ยังไม่มีหนังสือที่ใช้เตรียมสอบไป เลยต้องพึ่งหนังสือที่หาได้ในห้องสมุดต่างประเทศ Textbook ที่ใช้อ่านในช่วงแรกจะมีชีวะ Campbell, ฟิสิกส์ Halliday กับ Serway และเคมี Raymond Chang นอกจากนี้ก็จะเรียน Khan Academy เพิ่มเติมในบางจุด หลังจากช่วงแรกก็ซื้อหนังสือไทยมาอ่านเพิ่มเพื่อเก็บเนื้อหาและทำโจทย์แยกแต่ละบท อ่านและทำโจทย์เยอะมาก อย่างวิชาชีวะก็ใช้หนังสือและแบบฝึกหัดของอ.อุ้ย นอกจากนี้ก็ทำโจทย์และข้อสอบเก่าหลายๆ ปีจากหนังสือเท่าที่หาเจอค่ะ


Photo credit : biooui.com

นอกจากอ่านหนังสือเองก็เรียนออนไลน์ด้วย

นอกจากอ่านหนังสือเองก็มีเรียนออนไลน์ด้วยค่ะ ตอนที่ตัดสินใจเรียนออนไลน์เพิ่มคือช่วงที่เราอยากสรุปเนื้อหาที่เราอ่านมาทั้งหมดให้เข้าที่เข้าทาง อย่างกรณีของตัวเองคือเรียนอยู่ต่างประเทศ ยังไงก็ไม่สะดวกไปเรียนตามสถาบันอยู่แล้ว คิดว่าคอร์สออนไลน์ก็ตอบโจทย์และดีตรงจัดเวลาเรียนด้วยตัวเองได้ค่ะ ระหว่างเรียนสามารถเลือกหยุดคลิปเร่งคลิปได้ ถ้ายังไม่เข้าใจตรงไหนก็ดูซ้ำได้ตลอด

ช่วงที่หาคอร์สออนไลน์เรียน ด้วยความที่เราตาม Twitter และ Line ของเด็กดีอยู่แล้ว พอเห็นมีคอร์สออนไลน์ก็เลยเข้าไปดูตัวอย่างคลิปสอนแล้วชอบ พอเห็นว่าเป็นคอร์สสรุปเนื้อหาและแก้ประเด็นที่เด็ก ม.ปลายมักเข้าใจผิด ก็เลยยิ่งสนใจและทำให้ตัดสินใจซื้อคอร์ส TCAS วิชาเลข ฟิสิกส์และเคมีค่ะ

เรียนออนไลน์ทำให้เข้าใจและเห็นภาพมากขึ้น

แต่ก่อนเวลาอ่านเองก็เคยสับสนหรืองงๆ อยู่บ้าง อย่างเรื่อง formal charge กับ oxidation number ก็สับสนมาตลอด พอมาเรียนออนไลน์แล้วฟังอาจารย์อธิบายก็หายงงเลยค่ะ อารมณ์ประมาณว่าจากเดิมอาจจะเคยเข้าใจ แต่ยังสะเปะสะปะเชื่อมโยงไม่ค่อยถูก ตอนนี้ก็เริ่มเชื่อมโยงแต่ละหัวข้อเข้าด้วยกันได้มากขึ้นแล้ว อย่างตอนเรียนบทพันธะเคมี อาจารย์ใช้พลังงานศักย์แม่เหล็กและไฟฟ้ามาอธิบายพฤติกรรมของอะตอม ช่วยให้เข้าใจและเห็นภาพได้ง่ายมาก หลังจากเรียนก็ลองทำไปแบบฝึกหัดท้ายบทในชีทเรียนค่ะ ซึ่งก็พอทำได้ค่ะ แต่อาจจะมีติดตรงที่ตัวเองยังฝึกมาไม่มากพอ บางข้อก็เลยใช้เวลานานหน่อย แต่ตรงจุดที่ถามความเข้าใจก็เอาจากที่อาจารย์สอนมาประยุกต์ใช้กับข้อสอบได้แล้วค่ะ

ยิ่งเรียนยิ่งสนุกกับการเรียนรู้

ถ้าเป็นคนที่สนใจอะไรหลากหลายอยู่แล้ว นอกจากเรียนเพื่อเป้าหมายแล้ว พอเรียนอะไรที่อยากรู้จริงๆ ก็ทำให้สนุกกับชีวิตมากเลยค่ะ  ทำให้คิดประมาณว่าทำไมเรารู้อะไรน้อยจังเหมือนยังมีอะไรให้อยากรู้อีกเยอะเลย ซึ่งจริงๆ ก็ยังมีอย่างอื่นที่อยากเรียนอยู่เหมือนกันค่ะ แต่เป้าหมายตอนนี้ขอทุ่มไปที่การสอบหมอก่อน ส่วนอย่างอื่นนี่คงจะเก็บไว้เป็นงานอดิเรกจริงๆ แล้วค่ะ

สุดท้ายนี้อยากให้ฝากอะไรถึงน้องๆ หน่อยคะ

ความรักและความชอบเป็นแรงบันดาลใจที่สำคัญอย่างหนึ่งในการเรียนเลยค่ะ คือไม่ว่าจะเลือกเรียนทางไหนก็มีความหนักไปคนละแบบอยู่แล้ว บางทีก็มีจุดที่ท้อจนสงสัยเหมือนกันว่าสิ่งที่ชอบกับสิ่งที่ถนัดอาจไม่ใช่อย่างเดียวกัน แต่อย่างน้อยถ้าสามารถหาจุดที่ตัวเองจะชอบสิ่งนั้นได้ ก็จะมีแรงให้เต็มที่ได้มากขึ้น แล้วที่สำคัญคือสามารถเอาเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตได้โดยไม่ต้องฝืนตัวเองด้วย

น้องน้ำตาลพูดทิ้งท้ายไว้ดีมากๆ เลยนะคะ ว่าความรักและความชอบนั้นเป็นแรงบันดาลใจที่สำคัญในการเรียน  แต่ถ้าหากน้องๆ มีความรักความชอบหลายอย่างเหมือนน้องน้ำตาลแล้วไม่รู้จะตัดสินใจอย่างไร พี่น้ำแนะนำว่าเบื้องต้นน้องๆ ก็อาจจะต้องค้นหาตัวเองให้เจอก่อนว่าตัวเองนั้นชอบและถนัดในเรื่องอะไรหรือสุดท้ายแล้วหากยังมีความชอบหลายอย่างจริงๆ  น้องๆ ก็อาจเลือกทำทั้ง 2 อย่างเลยก็ได้ค่ะ เพราะในอนาคตพี่น้ำเชื่อว่าคนเราสามารถประกอบอาชีพจากสิ่งที่เขาชอบได้มากขึ้น ซึ่งอาจจะมีมากกว่า 1 อาชีพก็ได้

อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว หากน้องๆ อยากสอบเข้าคณะแพทยศาสตร์ แต่ไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน สามารถเตรียมพร้อมก่อนเข้าสู่สนามสอบจริงผ่านการติวออนไลน์จาก Dek-D’s School กับ คอร์สพิชิต TCAS ที่จะสรุปเนื้อหา เฉลยข้อสอบเก่า สำหรับสอบ PAT1, PAT2, O-NET และ 9 วิชาสามัญ โดยคอร์สนี้ที่จะมีเนื้อหาที่สั้น กระชับ เข้าใจง่าย ติวที่ไหนก็ได้ไม่ว่าจะในประเทศไทย หรือต่างประเทศแบบน้องน้ำตาล ทั้งยังสามารถวางแผนการเรียนตัวเองได้ว่าต้องการเรียนเมื่อไหร่และสามารถเรียนซ้ำกี่รอบก็ได้ภายใน 6 เดือน สอนโดยอาจารย์จากมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศไทย ผู้มีประสบการณ์ด้านการสอบแข่งขันทางวิชาการและงานติวระดับประเทศมากว่า 20 ปี  และที่สำคัญที่สุดแม้ว่าจะเป็นการเรียนออนไลน์ แต่น้องๆ ทุกคนสามารถสอบถามข้อสงสัยกับอาจารย์ผู้สอนได้โดยตรง โดยสามารถสมัครเรียนได้โดยการคลิกเลือกรายวิชาที่รูปด้านล่างได้เลยค่ะ

Comments

comments