แชร์เทคนิคเตรียมสอบแพทย์ จุฬาฯ ฉบับเจาะลึกรายวิชา

0
3763

เมื่อกลางปีที่แล้วครูน้ำได้มีโอกาสสัมภาษณ์พี่น้ำตาล  นางสาวเพ็ญพิสุทธิ์ เขตต์กัน บัณฑิตคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลั ที่กำลังเรียนต่อด้วยทุนรัฐบาลญี่ปุ่น สาขาภาษาและวัฒนธรรมญี่ปุ่นอยู่ที่มหาวิทยาลัยโอซาก้า แต่ด้วยความฝันที่อยากเป็นหมอระหว่างเรียนปริญญาโทที่ประเทศญี่ปุ่น พี่น้ำตาลได้เตรียมตัวสอบหมอไปด้วย เพราะมีเป้าหมายคือการสอบเข้าหมอหลังจบปริญญาโทนั่นเอง น้องๆ สามารถเข้าไปอ่านเทคนิคการเตรียมตัวสอบหมอของพี่น้ำตาลโดยคลิกที่นี่เลยค่ะ 

จากการเตรียมตัวมาตลอด 1 ปี และความมุ่งมั่นที่อยากเป็นหมอ ในที่สุดพี่น้ำตาลก็สามารถสอบติดคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ใน TCAS รอบที่ 3 ได้สำเร็จ ก้าวเข้าไปเป็นเด็กแพทย์ตามที่ตั้งใจไว้ได้นั่นเอง การเข้าไปเป็นเด็กแพทย์ปีนี้ยากไหม เป็นเด็กแพทย์ต้องสอบอะไรบ้าง แต่ละวิชาต้องเตรียมตัวยังไงบ้าง วันนี้พี่น้ำตาลจะมาเล่าประสบการณ์การสอบ และเทคนิคการเตรียมการสอบในแบบฉบับเด็กสายศิลป์แบบเจาะลึกรายวิชา ไปติดตามกันเลยค่ะ 

การเตรียมตัวสอบของเด็กสายศิลป์ที่ถนัดวิชาสายวิทย์มากกว่า!!! 

อาจจะต้องเท้าความก่อนว่าถึงจะจบสายศิลป์ภาษามา แต่สมัยเรียนถนัดวิชาภาษาญี่ปุ่นที่สุด แถมตั้งแต่เข้า ป.ตรี ป.โทก็เรียนเป็นญี่ปุ่นหมด ทำให้จริงๆ แล้ววิชาอังกฤษ ไทย สังคมอ่อนยิ่งกว่าวิชาสายวิทย์อีกด้วยซ้ำ ส่วนการเตรียมตัวแต่ละวิชาใช้วิธีที่แตกต่างกัน เลยอาจจะต้องอธิบายแยกประมาณนี้ค่ะ

คณิต – เนื่องจากเป็นวิชาทักษะ จึงคิดว่าการเรียนรู้จากโจทย์เป็นเรื่องสำคัญมาก ตอนนั้นเริ่มเรียนคณิตกับ Dek-D School  ราวๆ เดือนเมษา-พฤษภา 62 ค่ะ แต่เพราะช่วงกลางปี 2562 ต้องเขียนธีสิสและทำงานฟรีแลนซ์จึงยังฝึกได้ค่อนข้างน้อย ได้มาเริ่มจริงจังมากขึ้นหลังเรียน ป.โทจบและกลับไทยเดือนกันยายน 2562 โดยนอกจากเรียนกับ Dek-D School แล้วยังซื้อหนังสือมาฝึกทำโจทย์แล้ว แนวข้อสอบเก่าก็เน้นฝึกจากเว็บ RATH Center ด้วยค่ะ

ฟิสิกส์ – วิชานี้ก็เป็นวิชาทักษะเหมือนคณิต และก็เพิ่งจะได้มาเริ่มฝึกโจทย์จริงจังหลังเดือนกันยายน 2562 เหมือนกัน โดยฟิสิกส์ของวิชาสามัญออกแนวเดียวกับข้อสอบ สอวน. จึงเน้นฝึกจากโจทย์แนว สอวน. ซะส่วนใหญ่ โจทย์แนวนี้นอกจากเรียนผ่านคอร์สออนไลน์แล้วก็ติดตามจากเว็บ mPEC ของอาจารย์ปิยพงษ์ ม.มหิดลด้วย

เคมี – บทที่เป็นเนื้อหาอาศัยทวนคอนเซ็ปต์สลับกับทำโจทย์เพื่อให้จำแม่นขึ้น โดยหลักๆ ทวนคอนเซ็ปต์จากเลคเชอร์ที่จดไว้ตอนเรียน เคมีกับ Dek-D School ส่วนบทที่เป็นคำนวณก็เน้นเรียนรู้ผ่านโจทย์เหมือนคณิตกับฟิสิกส์

ชีวะ – ช่วงต้นปี 2563 ได้ลงคอร์สตะลุยโจทย์ชีวะของ Dek-D School เพิ่ม วิธีที่ใช้คือทวนเนื้อหารายบทไปพร้อมๆ กับทำโจทย์แต่ละพาร์ทในคอร์ส ซึ่งช่วยให้รู้ว่าตัวเองถนัดและอ่อนหัวข้อไหนบ้าง อย่างกรณีของตัวเองคือไม่ถนัดบทที่เกี่ยวกับพืชและระบบนิเวศ ก็จะไปทบทวนบทนั้นมาเพิ่มเติมก่อน จากนั้นค่อยเริ่มตะลุยโจทย์ฉบับท้ายๆ ที่เป็นข้อสอบรวมทุกบท

อังกฤษ – ปกติอ่าน textbook และเปเปอร์วิจัยภาษาอังกฤษมากรองจากภาษาญี่ปุ่นอยู่แล้ว ทำให้ได้ฝึกทักษะการอ่านมาบ้าง แต่เพราะรู้จักคำศัพท์อื่นนอกเหนือจากศัพท์เฉพาะทางของ textbook น้อยมาก จึงลงคอร์สภาษาอังกฤษของ Dek-D School เพื่อเรียนศัพท์เพิ่ม พร้อมกันนั้นก็ศึกษาโครงสร้างของข้อสอบจริงว่าออกอะไรในสัดส่วนเท่าไหร่ เพื่อเตรียมกลยุทธ์ไปว่าพอเข้าห้องสอบจริงแล้ว ต้องเรียงลำดับการทำยังไงถึงจะสามารถทำให้ทันในเวลาที่กำหนดได้

ไทย – ส่วนที่เป็นหลักภาษาค่อนข้างถนัดอยู่แล้ว จึงไม่ได้เตรียมอะไรเป็นพิเศษ แต่ส่วนการอ่านซึ่งออกเยอะมากนั้นเป็นแนวทักษะที่ต้องอาศัยการฝึกอ่านมากๆ เนื่องจากคิดว่าตัวเองไม่ค่อยคล่องตรงจุดนี้ จึงเป็นวิชาเดียวที่ตัดสินใจไปเรียนคอร์สสดเพื่อจะได้โต้ตอบกับอาจารย์ได้โดยตรง พร้อมกันนั้นก็ใช้ทักษะการอ่านจับใจความภาษาญี่ปุ่นและอังกฤษมาประยุกต์ใช้กับข้อสอบภาษาไทยด้วย

สังคม – เนื่องจากลืมสังคม ม.ปลายไปหมดแล้ว เริ่มแรกจึงไปเอาหนังสือสังคมสมัย ม.ปลายของตัวเองกลับมาอ่านเพื่อทวนความจำ พร้อมกันนั้นก็อ่านหนังสือเล่มอื่นและลงคอร์สออนไลน์ไปด้วยเพื่ออัพเดทเนื้อหาให้เป็นปัจจุบันมากขึ้น และช่วงโค้งสุดท้ายก็ลงคอร์สสังคมของ Dek-D School เสริมเพื่อฝึกโจทย์เพิ่มเติม

เป็นเด็กแพทย์ต้องสอบอะไร ข้อสอบปีนี้เป็นยังไงบ้าง และเทคนิคการเก็บคะแนนในแต่ละวิชา?

สอบเข้าแพทย์หลักๆ แล้วต้องสอบวิชาสามัญ 7 วิชา (ไม่นับวิทย์พื้นฐานและคณิต 2) และ กสพท ซึ่งเป็นวิชาความถนัดแพทย์

คณิต – เห็นหลายๆ คนบอกว่าคณิตปีนี้ง่ายกว่าปีก่อน ส่วนตัวเคยลองไปสอบปีก่อนเพื่อศึกษาแนวข้อสอบเหมือนกัน แต่ตอนนั้นไปสอบโดยที่ยังเก็บเนื้อหาไม่ครบ จึงทำแทบไม่ได้ ทำให้เปรียบเทียบอะไรมากนักไม่ได้ แต่ถ้าเทียบกับ PAT1 ของปีนี้ เรากลับทำ PAT1 ได้ดีกว่า คิดว่าปัญหาเป็นเพราะฝึกทำโจทย์มาไม่มากพอ ทำให้เกิดปัญหาเรื่องคิดเลขผิดและทำไม่ทันเวลาทำข้อสอบวิชาสามัญซึ่งมีลักษณะเป็น speed test ที่ต้องอาศัยการฝึกมามากๆ ให้คล่องมือ

ฟิสิกส์ – ฟิสิกส์ปีนี้ง่ายกว่าปีก่อนมากค่ะ แถมยังมีข้อที่ถามตรงๆ แบบที่ถ้ารู้คอนเซ็ปต์ก็ตอบได้ทันทีโดยไม่ต้องคำนวณ รวมถึงมีข้อที่เอาข้อสอบเก่ามาออกซ้ำด้วย ด้วยความที่มีแค่ 25 ข้อและเป็นโจทย์แนวติดตัวแปรที่ไม่ต้องคิดเลขจริง ทำให้ไม่มีปัญหาเรื่องทำไม่ทันเหมือนคณิต ถ้าได้ฝึกโจทย์แนวนี้ไปมากพอก็จะค่อนข้างคุ้นเคยระดับหนึ่ง แต่ถ้าหัวข้อไหนที่คอนเซ็ปต์ยังไม่แม่นก็อาจเป็นปัญหาได้ เช่นกรณีของตัวเองคือเข้าใจโจทย์ไฟฟ้าผิดเพราะไม่ถนัดหัวข้อนี้

เคมี – ถ้าดูตามสถิติผู้เข้าสอบแล้ว คะแนนเคมีของปีนี้ค่อนข้างเฟ้อขึ้นมาก และมีคนบอกว่าปีนี้เคมีออกง่ายกว่าปีก่อน ถ้าเข้าใจคอนเซ็ปต์และฝึกทำไปมากพอก็จะทำคะแนนได้ แต่กรณีเราคือพลาดวิชานี้ไปเยอะเพราะช่วงใกล้สอบทบทวนกรดเบสและพาร์ทเนื้อหาบางบทไม่ทัน ถ้าใครที่กำลังเตรียมสอบและมีเวลาเหลือก็แนะนำว่าให้ฝึกทำโจทย์แต่เนิ่นๆ ให้คล่องมือไปก่อนดีกว่าค่ะ โดยเฉพาะพาร์ทคำนวณที่ยังค่อนข้างถามตรงไปตรงมาอยู่

ชีวะ – ชีวะปีนี้โจทย์ค่อนข้างยาวและวิเคราะห์เยอะกว่าของปีก่อนๆ แถมยังเป็นวิชาแรกของวันแรก ทำให้เรายังตื่นสนามนิดหน่อยจนทำไม่ทันหลายข้อ ถ้าจะให้แนะนำ คิดว่านอกจากจับคอนเซ็ปต์ให้แม่นแล้ว การฝึกอ่านให้คล่องและวิเคราะห์ให้เร็วก็เป็นสิ่งสำคัญมากเหมือนกันค่ะ

อังกฤษ – เป็นอีกวิชาที่ดูจากสถิติผู้เข้าสอบแล้วคะแนนเฟ้อขึ้นมาก โดยโครงสร้างข้อสอบยังคงเป็นเหมือนปีก่อนๆ เลย คือเริ่มจาก conversation ตามด้วย reading ซึ่งก็ไล่สเต็ปตั้งแต่โฆษณา joke และบทความที่ยาวขึ้นเรื่อยๆ ตามด้วย cloze test และ paragraph organization สำหรับตัวเองคือเริ่มจาก conversation ก่อน จากนั้นข้ามไปทำ cloze test กับ paragraph organization เพื่อให้เหลือเวลามากพอที่จะมาทำ reading ซึ่งเป็นจุดเน้นของข้อสอบวิชาสามัญ

ไทย – วิชานี้ก็ยังคงโครงสร้างข้อสอบแบบปีก่อนๆ คือส่วนที่เป็นหลักภาษาก็ถามประมาณข้อใดเป็น/ไม่เป็นประโยค โครงสร้างเหตุผล ทรรศนะ ฯลฯ นอกนั้นจะเป็นทักษะการอ่านเขียน รวมถึงวิเคราะห์บทสนทนา ถ้าฝึกแนวข้อสอบเก่าไปบ้างก็จะพอคุ้นกับคำถามแนวนี้

สังคม – เท่าที่เคยดูแนวข้อสอบมา สังคมออกสัดส่วนค่อนข้างคงเดิมตลอด คือมี 5 พาร์ท พาร์ทละ 10 ข้อ ตั้งแต่ศาสนา หน้าที่พลเมือง เศรษฐศาสตร์ ประวัติศาสตร์ และภูมิศาสตร์ กรณีของตัวเองคือถนัดเศรษฐศาสตร์ซึ่งเป็นพาร์ทที่ออกแนวเดิมๆ ตลอด จึงเก็บคะแนนจากส่วนนี้ได้มาก แต่จะไม่ถนัดประวัติศาสตร์ซึ่งถามค่อนข้างลงลึก ทำให้พลาดตรงส่วนนี้ไปเกือบหมดเหมือนกัน

กสพท – มี 3 พาร์ท คือเชาวน์ปัญญา จริยธรรม และเชื่อมโยง พาร์ทเชาว์จะมีทั้งแนวมิติสัมพันธ์ ความเพียงพอของข้อมูล เงื่อนไข การใช้เหตุผล การอ่านจับใจความ ฯลฯ (ถ้าจำไม่ผิด ปีนี้เหมือนจะไม่มีลำดับอนุกรม) อันนี้คิดว่าอาจจะขึ้นกับความถนัดของแต่ละคนด้วยค่ะ อย่างเราไม่ถนัดแนวการอ่านเท่าไหร่ พอปีนี้ออกการอ่านภาษาไทยมาเยอะก็ทำให้ทำได้น้อยลงกว่าเดิมมาก ส่วนพาร์ทจริยธรรม ช่วงปีหลังๆ มานี้เน้นออกสถานการณ์ในชีวิตประจำวันมากกว่าเรื่องทางการแพทย์ เป็นพาร์ทที่เราทำได้โอเคที่สุดแล้ว โดยเราใช้วิธีมองสถานการณ์แต่ละข้อในหลายๆ แง่มุม แล้วก็ตอบตัวเลือกที่ปฏิบัติได้ในชีวิตจริง โดยต้องมี empathy (ความเห็นใจเข้าใจความรู้สึกคนอื่น คนละอย่างกับ sympathy ซึ่งเป็นการอินกับเขามากเกินไป) ประกอบด้วย ส่วนพาร์ทเชื่อมโยงของ กสพท จะค่อนข้างมีแพทเทิร์นชัดเจนกว่า GAT (เช่น มีหัวข้อใหญ่มา แล้วก็แตกเป็นประเด็นย่อยๆ โดยประเด็นย่อยๆ ก็จะเชื่อมโยงกันเอง) ถ้าฝึกทำโจทย์ไปมากพอก็จะพอจับทางข้อสอบได้

รีวิวการเรียนออนไลน์กับ Dek-D School

คณิต – คอร์สที่เราลงเป็นคอร์สสรุปเนื้อหาเตรียมสอบ TCAS อาจารย์ก็จะเอาเนื้อหาในแต่ละบทมาสรุปแบบกระชับให้เข้าใจและจับคอนเซ็ปต์ได้ บางหัวข้อที่สูตรเยอะๆ ยาวๆ เช่นสถิติ อาจารย์ก็อธิบายแบบเป็นธรรมชาติเลยว่าสูตรนี้มันเกิดมาจากแบบนี้ๆ ทำให้เราเข้าใจที่มาจนสามารถจำและนำไปใช้จริงได้ นอกจากนี้ก็ยังมีโจทย์เสริมที่อาจารย์ออกเองด้วย แต่ละข้อจะมีไอเดียใหม่ๆ ที่ข้อสอบเก่ายังไม่เคยเล่นมาก่อน ทำให้ได้เรียนรู้วิธีคิดที่หลากหลายและพลิกแพลงมากขึ้น และที่ประทับใจที่สุดคือเวลามีคำถามอะไรและคอมเมนต์ไว้ท้ายคลิป อาจารย์ก็จะมาคอยตอบเองด้วย ทำให้เรียนได้อย่างเข้าใจและสนุกสนานมาก

เคมี – เราลงเป็นคอร์สสรุปเนื้อหาเตรียมสอบ TCAS เหมือนกัน ตอนที่เริ่มมาเรียน เรายังสับสนหลายๆ หัวข้อในเคมีอยู่ เช่น สับสนระหว่าง oxidation number กับ formal charge สับสนระหว่างค่า k ในเรื่องอัตราการเกิดปฏิกิริยาและ K ในเรื่องสมดุล สับสนระหว่างค่า K และค่า Q ในเรื่องสมดุล ฯลฯ พอได้มาเรียนคอร์สนี้ อาจารย์ก็อธิบายที่มาที่ไปตามหลักการที่คิดตามได้ และแสดงให้เห็นว่าทุกอย่างมีเหตุผลที่พิสูจน์ได้รองรับหมด ทำให้คนที่ชอบเรียนแนวพิสูจน์และทดลองจริงอย่างเราเข้าใจขึ้นกว่าเดิมมาก เพราะอย่างนั้นเลยช่วยให้เรียบเรียงเนื้อหาที่ศึกษามาอย่างกระจัดกระจายให้เป็นระเบียบมากขึ้นจนไม่สับสนเหมือนแต่ก่อนแล้ว

ตะลุยโจทย์ชีวะ คอร์สนี้เป็นคอร์สตะลุยโจทย์ที่อาจารย์ออกข้อสอบใหม่ทั้งหมด โดยจะมีทั้งโจทย์ที่แยกแต่ละหัวข้อ รวมถึงชุดท้ายๆ ที่โจทย์คละหัวข้อซึ่งเป็นระดับที่ใกล้เคียงข้อสอบวิชาสามัญ โดยโจทย์แต่ละข้อค่อนข้างครอบคลุมเนื้อหาที่กว้างของชีวะ พอทำแล้วก็จะช่วยให้รู้ว่าตัวเองมีจุดอ่อนจุดแข็งตรงไหน โดยสไตล์การสอนของอาจารย์คือเฉลยแต่ละข้อพร้อมอธิบายเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับข้อนั้นๆ อย่างละเอียด ช่วยให้ทบทวนเนื้อหาไปในตัว นอกจากนี้ คอร์สนี้ยังมาพร้อมหนังสือสรุปชีวะของอาจารย์ด้วย เวลาลองทำข้อสอบแล้วเจอปัญหาว่าตัวเองยังอ่อนบทไหน นอกจากอ่านแบบละเอียดๆ จากหนังสือชีวะเล่มปกหมึกของอาจารย์เสริมแล้ว ถ้าเวลามีน้อยก็อ่านเพิ่มจากหนังสือที่มากับคอร์สแทนได้เหมือนกัน

อังกฤษ – พาร์ทที่เราเน้นเป็นพิเศษคือคำศัพท์ เพราะนอกจาก textbook ที่เราอ่านเป็นประจำซึ่งเป็นเนื้อหาเฉพาะทางแล้ว เราห่างหายจากภาษาอังกฤษไปนานมากจนต้องรีบกลับมาทบทวนคำศัพท์ทั่วๆ ไปก่อนสอบจริง โดยสไตล์ของอาจารย์จะเป็นการให้เรียนรู้คำศัพท์ผ่านแบบฝึกหัด ในคอร์สจะมีข้อสอบแบบต่างๆ เช่น เลือกคำศัพท์ความหมายเดียวกัน เลือกคำศัพท์จากบริบท ฯลฯ คำไหนที่เคยเรียนไปในชุดแรกๆ ก็อาจจะมาออกเป็น choice ในชุดหลังๆ เพื่อให้ทบทวนไปในตัว ทำให้สามารถจำคำศัพท์ได้ตามธรรมชาติผ่านการเห็นบ่อยๆ ซึ่งการได้ศัพท์เพิ่มจากคอร์สนี้ก็ช่วยให้สามารถเข้าใจเนื้อหาได้มากขึ้นเวลาไปทำ reading ในข้อสอบจริง รวมถึงเวลาทำข้อสอบแนวที่ถามคำศัพท์ เช่นข้อสอบ GAT ก็ใช้เทคนิคจากในคอร์สมาช่วยเดาศัพท์ที่ไม่รู้ได้ด้วย

สังคม สไตล์ของอาจารย์คือสอนพร้อมกับยกตัวอย่างและเล่าเรื่องราวประกอบไปด้วย พอฟังไปเพลินๆ ก็ช่วยให้ปะติดปะต่อเรื่องราวเข้าด้วยกันจนเข้าใจเนื้อหามากขึ้น ซึ่งพอเชื่อมโยงเนื้อหาได้ก็ช่วยให้ไม่ต้องท่องจำมากนัก ที่สำคัญคือคอร์สนี้โจทย์เยอะมากกกกกกกกก ในบรรดาวิชาทั้งหมดที่ต้องสอบเพื่อเข้าแพทย์ เราอ่อนวิชาสังคมที่สุด บางทีเรียนไปแล้วก็ยังเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง หรือบางทีก็จำไม่ค่อยได้ แต่พอได้มาฝึกผ่านโจทย์มหาศาลขนาดนี้แล้วก็ทำให้ค่อยๆ เข้าใจและจำได้มากขึ้น โดยเฉพาะพาร์ทไหนที่ไม่เน้นความจำ แต่เน้นความเข้าใจและออกแนวเดิมๆ ตลอดเช่นเศรษฐศาสตร์ ก็จะสามารถทำได้ทันที

ฝากถึงน้องๆ ที่กำลังเตรียมตัวสอบหน่อยค่ะ

จุดที่เราพลาดที่สุดในการสอบครั้งนี้คือการฝึกทำโจทย์ไปไม่มากพอ ทำให้รนในห้องสอบจนทำพลาดในจุดที่ไม่ควรพลาดไปเยอะมาก เลยอยากบอกว่าใครที่กำลังเตรียมสอบอยู่ นอกจากอ่านหนังสือเก็บเนื้อหาซึ่งเป็นการ input ข้อมูลเข้าหัวแล้ว แนะนำให้ฝึกทำโจทย์หรือขีดเขียนอะไรก็ได้เพื่อจะได้ชินกับการ output ข้อมูลที่เราเรียนไปออกมาด้วย เพื่อที่เวลาไปเจอโจทย์จริงจะได้ชำนาญจนสามารถคิดได้คล่องและแม่นยำขึ้น โดยเฉพาะถ้าใครจะสอบวิชาสามัญและ กสพท ทั้งสองสนามนี้เป็นแนว speed test ทั้งคู่ อย่างเราเองก็พลาดตรงที่แทบจะไม่ได้ฝึกทำโจทย์แบบจับเวลาไปเลย จนทำให้วันสอบจริงมัวพะวงกับเวลามากเกินไปจนยิ่งคิดถูกๆ ผิดๆ เข้าไปใหญ่ ดังนั้นเลยอยากแนะนำว่าถ้าเป็นไปได้ ให้ฝึกทำข้อสอบแบบจับเวลาเสมือนจริงเผื่อไปด้วย นอกจากจะได้ฝึกบริหารเวลาแล้ว ยังจะช่วยลดความประหม่าไม่ให้พลาดแบบเราด้วย ยังไงก็เป็นกำลังใจให้นะคะ

อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว หากน้องๆ อยากสอบเข้าคณะแพทยศาสตร์ แต่ไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน สามารถเตรียมพร้อมก่อนเข้าสู่สนามสอบจริงผ่านการติวออนไลน์จาก Dek-D School ติวที่ไหนก็ได้ ไม่ว่าจะในประเทศไทย หรือต่างประเทศ ติวได้ทันทีทุกหัวข้อทุกเวลาตลอด 24 ชั่วโมง ติวได้แบบเน้นๆ กับอาจารย์ขั้นเทพ ทวนซ้ำได้ไม่จำกัดตลอดอายุคอร์สเรียน

แพ็กพิชิต กสพท 

ติว 5 วิชา “ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ คณิต และอังกฤษ” วิชาสำคัญที่คิดสัดส่วนคะแนนสูงสุดในการยื่นคะแนน กสพท สัดส่วนคะแนนสูงถึง 80% และใช้เก็บคะแนน O-NET ขั้นต่ำ 60 % เพียง 19,900 บาท  จากราคาปกติ 51,550 บาท สมัครแพ็กนี้ คลิกเลย

แพ็กพิชิต กสพท Advance

ติวจบพร้อมโกยคะแนนวิชาสามัญ “ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ คณิต อังกฤษ ไทย สังคม” ครบถ้วน 7 วิชา พร้อมโกยคะแนนวิชาสามัญ 100% ที่สำคัญทุกวิชาในคอร์สนี้สามารถใช้สอบ O-NET ได้ด้วย ไม่ต้องไปแยกเรียนคอร์ส O-NET หรือคอร์สวิชาสามัญให้วุ่นวาย ติวยกแพ็ก 7 วิชา เพียง 21,900 บาท จากราคาปกติ 62,800 บาท สมัครแพ็กนี้ คลิกเลย

  • สรุปเนื้อหา สั้น กระชับ ตรงสุดที่ออกข้อสอบบ่อย
  • ตะลุยข้อสอบเก่า และข้อสองจำลอง พร้อมเฉลยละเอียดทุกข้อทุกขั้นตอน
  • จัดกลุ่มเนื้อหาการสอน เข้าใจง่าย ไม่ต้องท่อง
  • รู้ keyword ช่วยตีโจทย์ให้แตก

พิเศษ!! ผ่อนชำระ 0% สูงสุด 4 เดือน ไม่มีค่าธรรมเนียม ผ่านบัตรเครดิตที่ร่วมรายการเลย

เลือกสมัครเฉพาะวิชาก็ได้ ติวเข้มๆ วิชาที่ต้องการ


น้องๆ คนไหน อยากติวแค่วิชาที่ไม่มั่นใจ สามารถเลือกสมัครเฉพาะวิชาได้เลย

โดยทุกๆ คอร์สที่น้องๆ ติวออนไลน์กับ Dek-D School สามารถทวนซ้ำได้ไม่จำกัดชั่วโมงตลอด 6 เดือน นับตั้งแต่วันที่ Activate พร้อมรับหนังสือประกอบการเรียนส่งตรงถึงบ้านฟรี ‼️ ที่สำคัญที่สุดแม้ว่าจะเป็นการเรียนออนไลน์ แต่น้องๆ สามารถสอบถามข้อสงสัยกับอาจารย์ใต้คลิปที่กำลังเรียนอยู่ได้ โดยจะได้รับแจ้งเตือนเมื่อมีการตอบกลับทันที

ทั้งนี้น้องๆ ยังสามารถติดตามสาระความรู้และข่าวสารสำหรับการสอบได้ที่  Facebook : Dek-D School : คอร์สออนไลน์คุณภาพ ที่เรียนได้ทุกคน วางแผนติวกับ พี่ๆ Dek-D School ได้ฟรี!!!ที่ Line @schooldekd

Comments

comments